โซเชียลฯร้อนฉ่า นักเขียนดัง ‘เปลว สีเงิน’ ดวลเดือด ‘มหาไพรวัลย์’ กราบพญานาค หรือ กราบหมา!

เมื่อคืนที่ผ่านมา เว็บไซต์ plewseengern.com เผยพร่บทความเรื่อง “เดรัจฉานคติ มหาไพรวัลย์” เขียนโดย เปลว สีเงิน คอลัมนิสต์อาวุโส และนักเขียนรางวัลอมตะ โดยบทความนี้ พาดพิงโดยตรงไปยัง พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ มีเนื้อหาทั้งหมดดังนี้

วันนี้ “คุยนอกรอบ” นิดนุง

Loading...

ใครจะอ่าน-ไม่อ่าน ไม่ว่ากัน ขึ้นอยู่กับจริตแต่ละท่านละกัน!

คือเมื่อวาน (๕ ก.พ.๖๔) เว็บไทยโพสต์ นำที่ “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” โพสต์เฟซบุ๊กมาลง

ผมอ่านแล้ว นั่นเป็นเจตคติของพระอย่างมหาไพรวัลย์

แต่ทีนี้ อยากคุยตามประสาคฤหัสถ์-ญาติโยมบ้าง คงไม่เป็นไรกระมัง?

ก่อนคุย ไปอ่านตามโพสต์ของพระมหาไพรวัลย์ก่อน จะได้เข้าใจเรื่อง ท่านโพสต์ ดังนี้

“ในตำนานความเชื่อของพุทธศาสนา พญานาค มันคือสัตว์เดรัจฉานนะ ย้ำว่า มันคือสัตว์เดรัจฉาน แล้วคนพุทธบ้านเมืองนี้มันเป็นอะไรกันนักหนา ถึงพากันไปกราบไหว้บูชาสัตว์เดรัจฉานอยู่ได้

มันช่วยอะไรบ้างพญานาคเนี่ย อาตมาสงสัย หมาที่บ้านยังมีคุณมากกว่าอีกนะ อันนี้พูดแบบไม่เกรงใจ คืออย่างน้อยหมาก็ช่วยเฝ้าบ้านให้โยมได้นะ

พญานาคมันเฝ้าบ้านให้โยมได้หรือเปล่า?

ถ้าจะบูชาพญานาค บูชาหมาที่บ้านเถอะ มันซื่อสัตย์ด้วย รักเจ้าของด้วย

มันตลกมาก ที่พระพุทธศาสนาสอนว่า การเกิดเป็นมนุษย์นี่ดีที่สุดแล้ว บำเพ็ญศีล บำเพ็ญทาน จะปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ก็ได้ (สัตว์เดรัจฉานบรรลุธรรมไม่ได้)

โยมรู้ไหม ทั้งเทวดาทั้งพญานาคเนี่ย เวลาเขาบำเพ็ญบุญและอธิษฐาน เขาอธิษฐานเพื่อต้องการที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ทั้งนั้นเลย

เพราะมนุษย์โลกมันเป็นสุคติภูมิของเหล่าเทวดาและสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย

เสียท่ามากนะ ถ้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีแล้วยังพากันไปกราบไหว้ไปหวาดกลัวอาถรรพ์จากสัตว์เดรัจฉานอยู่”

เนี่ย….

เมื่อพระระดับเปรียญธรรม ๙ ประโยค พูดถึงพญานาคและญาติโยมด้วยถ้อยคำรุนแรง ถึงขึ้นใช้คำว่า

“บูชาพญานาค บูชาหมาที่บ้าน” ดีกว่า หมามีคุณกว่าพญานาค นั้น

ผมคงไม่โต้แย้งพระ แต่ในฐานะชนชาวอุษาคเนย์ ก็พอเข้าใจคติของคนภูมิภาคนี้ ที่เกี่ยวกับพญานาคและศาสนา

ยิ่งโดยเฉพาะประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างไทยด้วยแล้ว

พญานาคในการรับรู้ของคนไทย ชัดเจนว่าสัมพันธ์ถึง “การตรัสรู้” ของพระพุทธเจ้าโดยตรง!

ผมได้ศึกษา “พุทธประวัติ” อยู่เนืองๆ จึงเข้าใจว่าทำไมคนไทยจึงเคารพนับถือและบูชาพญานาค ทั้งในมิติหยาบและมิติละเอียด

แต่ไม่ว่าในมิติไหน เป็นตายอย่างไร ฆราวาส-ญาติโยม จะไม่ “คิดต่ำ-คิดทราม” นำพญานาคไปเปรียบกับหมาเด็ดขาด

เพราะการรับรู้พญานาคของคนพุทธ เป็นการรับรู้เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงบรรลุ “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ว่าพญานาค เป็นสัตว์ทรงคุณแรก คู่กับการตรัสรู้ นั้น

พระพุทธรูป “ปางนาคปรก”….

นั่นคือ การสัมผัสรับรู้พญานาคของคนพุทธ ด้วยเคารพสักการะ ลึกระดับ “จิตใต้สำนึก” แห่งองค์คุณ

เล่าแล้วยาว จะนำจากวิกิพีเดีย เขาสรุปกระชับพอดีๆ ขอยกมาพอให้เข้าใจกัน

“มุจลินท์” เป็นพญานาคปรากฏในพุทธประวัติและในพระพุทธรูป “ปางนาคปรก”

โดย “มุจลินทนาคราช” เป็นผู้แผ่พังพานป้อง “พระสมณโคดม” เมื่อเกิดพายุฝนเป็นเวลา ๗ วัน

ขณะ “เสวยวิมุตติสุข” ในสัปดาห์ที่ ๖ หลังการตรัสรู้ ที่ใต้ต้นมุจลินท์ หรือต้นจิก

คือในสัปดาห์ที่ ๖ หลังการตรัสรู้….

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิยังร่มไม้ “มุจลินท์” ทางทิศบูรพาของไม้มหาโพธิ์

เสวยวิมุตติสุขอยู่ ณ ที่นั้น อีก ๗ วัน

ในกาลนั้น ฝนตกพรำตลอด ๗ วัน พญานาคนามว่า “มุจลินทนาคราช” มีอานุภาพมาก พำนักอยู่ที่สระโบกขรณี ใกล้ต้นมุจลินท์นั้น

มีความเลื่อมใส จึงเข้าไปใกล้ ขดขนดรอบองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗ รอบ แผ่พังพาน ป้องปกเบื้องบนพระเศียร มิให้ลมและฝนถูกต้องพระกายพระผู้มีพระภาคเจ้า

ล่วง ๗ วัน ฝนหายขาดแล้ว….

พญานาคจึงได้คลายขนด จำแลงกายเป็นมานพ เข้าไปถวายอัญชลีเฉพาะพระพักตร์…ฯลฯ

นี่แหละ “พญานาค” ในจิตสำนึกฆราวาสญาติโยม ที่มหาไพรวัลย์บอก “เป็นสัตว์เดรัจฉาน” กราบไหว้หมาดีกว่ากราบไหว้พญานาค

และถ้าศึกษาพระพุทธประวัติ จะพบว่า พระพุทธเจ้าทรงเสวยชาติเป็นพญานาค อย่างน้อย ๓ ครั้ง

มีชาดกครั้งพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพญานาคมากมายหลายเรื่อง

จริงอยู่ พญานาคเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่เดรัจฉานในคติพญานาคของคนพุทธ การกราบไหว้ ไม่เลวร้ายถึงขั้นอย่างที่พระมหาไพรวัลย์จิกกระบาลกระมัง ที่ว่า

“ถ้าจะบูชาพญานาค บูชาหมาที่บ้านเถอะ มันซื่อสัตย์ด้วย รักเจ้าของด้วย”

เปรียบก็เหมือนนายไพรวัลย์ เป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง แต่เมื่อบวชเป็นพระ พระในคติคนพุทธ คือพุทธบุตร สืบต่อพระพุทธศาสนา

เพราะอย่างนั้น….

การกราบไหว้พระ แม้จะเป็นพระอย่างมหาไพรวัลย์ก็เถอะ ยังไงๆ ก็ดีกว่า “กราบหมา” แน่นอน จริงไหม พระคุณเจ้า?

พูดถึงพญานาคครั้งพุทธกาลไปแล้ว มาพูดถึงหลัง “กึ่งพุทธกาล” กันบ้าง

“หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” คงไม่มีใครบอกว่า “ไม่รู้จัก”

ในหนังสือ “ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” เรียบเรียงโดย “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน”

หลวงตาเรียบเรียงไว้ตอนหนึ่งว่า….

เมื่อครั้งพระอาจารย์มั่นธุดงค์ไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าเชิงเขาใหญ่ลูกหนึ่งฝั่งไทย ทางทิศตะวันตกนครหลวงพระบาง ภูเขาลูกนี้อยู่ชายฝั่งแม่น้ำโขง

พระอาจารย์มั่นเล่าว่า……

ที่ใต้เชิงเขาลูกนั้น มีเมืองพญานาคตั้งอยู่ ใหญ่โตมาก หัวหน้าพญานาคพาบริวารมาฟังธรรมของท่านเสมอ และมักมากันมากมายในบางครั้ง

พวกพญานาคไม่ค่อยมีปัญหาซักถามมากเหมือนพวกเทวดา พวกเทวดาทั้งเบื้องต้นและเบื้องล่างมักมีปัญหามากพอๆ กัน หมายถึงปัญหาข้อสงสัยทางธรรมะ

ส่วนความเลื่อมใสในธรรมะนั้น พวกพญานาคและเทวดามีความเลื่อมใสพอๆ กัน

พระอาจารย์มั่นพักบำเพ็ญเพียรอยู่เชิงเขาลูกนั้นนานพอสมควร พวกพญานาคมาเยี่ยมคารวะฟังธรรมกับท่านแทบทุกคืน

พวกพญานาคมาเยี่ยมคารวะท่านไม่ดึกนัก ท่านว่าอาจเป็นเพราะที่พักของท่านสงัดเงียบ ห่างไกลจากหมู่บ้านก็ได้ พวกพญานาคจึงมาเยี่ยมในราว ๔-๕ ทุ่ม

ส่วนสถานที่อื่นๆ พวกพญานาคมาดึกกว่านี้ก็มี เวลาขนาดนี้ก็มี พวกพญานาคตามสถานที่ต่างๆ มีความเคารพเลื่อมใสท่านมาก

พวกเขาจัดให้บริวารพญานาคมารักษาคุ้มครองป้องกันภัยให้ท่านทั้งกลางวันกลางคืน โดยผลัดเปลี่ยนวาระกันมิได้ขาด

ท่านไปอยู่สถานที่ใดพวกพญานาคในสถานที่นั้นมักอาราธนานิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่นั่นนานๆ เพื่อโปรดพวกเขา

เมื่อครั้งพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ พักจำพรรษาอยู่บ้านน้ำเมา อำเภอแม่ปั๋ง เชียงใหม่ พระอาจารย์มั่นเล่าว่า ท่านต้อนรับแขกจำพวกกายทิพย์บนสวรรค์มี ท้าวสักกเทวราช เป็นหัวหน้ามาก เป็นพิเศษ

แม้หน้าแล้งท่านจะหลีกเลี่ยงออกไปเที่ยววิเวกองค์เดียว อยู่ในถ้ำดอกคำ ท้าวสักกเทวราชก็พาพวกเทวดาติดตามไปเยี่ยมท่าน

ซึ่งพวกเทวดามาแต่ละครั้งนี้ มากันเป็นหมื่นเป็นแสนและมาบ่อยที่สุด

ถ้าพวกที่ไม่เคยมา ท้าวสักกเทวราชต้องเตือนให้พวกเขาเข้าใจวิธีฟังธรรม ก่อนที่พระอาจารย์มั่นจะแสดงให้ฟัง

โดยมากพระอาจารย์มั่นท่านแสดง “เมตตาอัปปมัญญาพรหมวิหาร” ให้พวกเทวดาฟัง เพราะพวกเทวดาชอบฟังธรรมนี้มากเป็นพิเศษ

พวกเทวดาชอบสถานที่อยู่ลึกๆ เงียบสงัดห่างไกลจากมนุษย์ เพราะมนุษย์มีกลิ่นเหม็นรุนแรงเหมือนซากศพ เนื่องจากมนุษย์กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์หลายชนิดมาก

ในท้องในกระเพาะมนุษย์ จึงเต็มไปด้วยซากศพสัตว์ชนิดต่างๆ ส่งกลิ่นเหม็นกระจายออกมา ตามรูขุมขน

แต่มนุษย์ด้วยกันเคยชินกลิ่นของกันและกัน เลยไม่รู้สึกว่าเหม็นเหมือนกลิ่นศพ

ซึ่งผิดกับพวกเทวดามีจมูกพิเศษสัมผัสได้ว่องไวเป็นสภาวะทิพย์ จึงสามารถได้กลิ่นเหม็นเน่าซากศพ โชยออกมาจากร่างมนุษย์ได้เต็มที่

ทำให้สะอิดสะเอียนเหียนรากทนไม่ไหว ไม่ต่างอะไรกับคนเราทนไม่ได้กับกลิ่นซากศพเน่าๆ ในโลงศพฉะนั้นแหละ

พวกเทวดาทุกคนทุกภูมิเคารพท่านพระอาจารย์มั่นและเคารพสถานที่บำเพ็ญเพียรของท่านมาก

แม้แต่ทางเดินจงกรมที่ญาติโยมชาวบ้านเอาทรายมาเกลี่ยไว้สำหรับให้พระอาจารย์มั่นเดินได้สะดวก พวกเทวดาก็ไม่กล้าผ่านทางจงกรม ต้องเดินอ้อมไปทางหัวจงกรมทุกครั้งที่มาและไป

พวก “พญานาค” ก็เช่นเดียวกัน เวลาเข้ามาเยี่ยมคารวะฟังธรรมกับท่าน พวกพญานาคไม่กล้าเดินเข้าทางจงกรมเลย ต้องเดินอ้อมไปทางอื่น

บางครั้ง พญานาคใช้ให้บริวารมากราบนิมนต์พระอาจารย์มั่นในกิจบางอย่าง ให้ไปโปรดพวกพญานาค คล้ายกับมนุษย์เรามานิมนต์พระไปในงานไม่มีผิดเลย

ครับ…อ่านแล้ว ท่านเลือกเอา

จะกราบสัตว์อย่างพญานาคหรือสัตว์อย่างมหาไพรวัลย์?
……………
ต่อมา พระมหาไพรวัลย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ “เปล วสีเงิน” ดังนี้ อาตมาขอเขียนถึง เปลว สีเงิน อีกสักรอบนะ ในฐานะที่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจเขียนบทความพาดพิงถึงอาตมา ตามลิงค์ดังที่ปรากฎนี้

https://www.plewseengern.com/plewseengern-3215/

ขอพูดอย่างไม่เกรงใจว่า ในความรู้สึกของอาตมา เปลว สีเงิน เป็นแต่เพียงนักเขียนวัยชราที่ตกขอบ เป็นคนแก่ซึ่งมากแต่เพียงทางวัยวุฒิ หาได้มีสติปัญญาหรือความลึกซึ้งในทางความคิดความอ่านใดใดไม่

คนโบราณมีคำพูดหนึ่งที่ใช้เรียกคนประเภทนี้ว่า แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน นายเปลว สีเงินนี่เข้าตำราอย่างที่โบราณสอนเลย

ที่จริง อาตมาก็ไม่สู้แปลกใจเท่าไหร่นักหรอกที่จะเห็นนายเปลว สีเงินเขียนบทความถึงอาตมาในลักษณะนี้ เพราะแม้แต่สำนักข่าวอย่างไทยโพสต์ที่นายเปลว สีเงินเขียนคอลัมน์ให้อยู่ประจำ ก็มักชอบแปลงสาสน์ และเขียนข่าวแบบไร้จรรยาบรรณหรือสามัญสำนึกแห่งความเป็นสื่ออย่างหน้าด้านๆ อยู่บ่อยครั้ง

อาตมายืนยันอีกครั้งว่า คำพูดที่ว่า “ถ้าจะบูชาพญานาค บูชาหมาที่บ้านดีกว่า” เป็นคำพูดที่อาตมาได้คิดไตร่ตรองอย่างดีแล้ว และไม่ใช่เรื่อง “คิดต่ำคิดทราม” แบบที่นายเปลว สีเงิน ทึกทักเอาเองเลย หรืออาจเป็นเพราะคนแก่นายเปลว สีเงิน จะมีสติปัญญามองเห็นได้แค่นั้นก็ไม่อาจทราบได้

อาตมาเขียนคำนี้ ก็เขียนเอาจากสิ่งที่มันเกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยทุกวัน เขียนเอาจากคติความเชื่อที่ทำร้ายคนพุทธในบ้านนี้เมืองนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า อาตมาออกจะแปลกใจอยู่ ถ้าคนแบบนายเปลวสีเงิน จะนอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็นว่า คนพุทธในสังคมนี้บอบช้ำกับมิจฉาทิฏฐิที่มีเกี่ยวกับพญานาคอย่างไรบ้าง นี่อาตมาจะช่วยฟื้นความจำให้ก็ได้

ไม่กี่ปีที่แล้ว มีข่าวใหญ่โตข่าวหนึ่ง ชาวบ้านพบบ่อน้ำผุด และเชื่อกันว่า มันมาจากถ้ำบาดาลของพญานาค มีคนอ้างว่าถ่ายภาพติดพญานาค บางคนฝันเห็นพญานาคมาขดที่บ้าน แล้วชาวบ้านก็ตักน้ำนั้นไปดื่ม เพราะความเชื่ออย่างเดียวเท่านั้นเอง คือเชื่อว่า มันมาจากพญานาค

คนแบบนายเปลว สีเงิน รู้ไหม สุดท้าย น้ำที่ชาวบ้านพากันตักไปกิน ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขเข้ามาเตือนแล้วว่า อาจมีอันตราย คือน้ำอะไร ? มันคือน้ำขี้ มันคือน้ำส้วม แล้วถ้าจะต้องบูชาน้ำขี้น้ำส้วมแบบนี้ การบูชาหมาแบบที่อาตมาว่า ไม่ดีกว่าตรงไหน ?

อีกเรื่องก็ได้นะ เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวโยมคนหนึ่งลงทุนทุบบ้านตัวเองทิ้งเพื่อขุดหาพญานาค ที่ทำเช่นนั้นเพราะดันไปเชื่อร่างทรงคนหนึ่งที่ทักว่า อาการป่วยของลูก เกิดจากการสร้างบ้านทับที่อยู่ของพญานาค

คนอย่างนายเปลว สีเงิน รู้ไหม สุดท้ายแล้วโยมคนนี้ต้องไร้บ้านอยู่ และระทมทุกข์เรื่องลูกหนักไปกว่าเดิมอีกเพราะอะไร ? ก็เพราะความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่อพญานาค แบบที่นายเปลว สีเงินเขียนถึงอยู่นี่ไง
ถ้าบูชาพญานาคแล้ว จะต้องกลายเป็นคนไร้ที่ซุกหัวนอนแบบนี้ บูชาหมาไม่ดีกว่าตรงไหน ?

ยังมีอีกหลายกรณีนะ ที่อาตมาไม่ได้หยิบยกขึ้นมากล่าว พระรูปหนึ่งจมแม่น้ำโขงมรณภาพ แต่ชาวบ้านกลับเชื่อร่างทรงที่บอกว่า ท่านไปธุดงค์ที่วังบาดาล ชาวบ้านหลายคนหลงกราบต้นไม้ประหลาด กราบรอยฉีดน้ำ กราบแปลงกลิ้งสีทาบ้าน พวกเขาทำแบบนั้นเพราะเชื่อว่า มันคือรอยพญานาค

ถ้าบูชาพญานาคแล้วต้องเป็นแบบนี้ ต้องออกจากพุทธธรรมมากขึ้นทุกที การบูชาหมา ไม่ดีกว่าตรงไหน ?

นายเปลวสีเงิน เป็นนักเขียนขวาจัดตกขอบ หากินกับการขายจิตวิญญาณซึ่งเต็มไปด้วยความอคติและความมืดบอดทางใจของตัวเองมาหลายสิบปี

นายเปลวสีเงิน ซึ่งดูจะเป็นคนรุ่นเก่าที่มีความเป็นนักอนุรักษ์นิยมอยู่มาก ไม่รู้เลยหรอว่า แม้แต่เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ท่านก็ยกย่องสุนัขมาก ถึงนับถือเป็นเพื่อนด้วยซ้ำ

“หมา” ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานชั้นต่ำ แบบที่นายเปลว สีเงิน หลงมองไปเองหรอก ถ้าเทียบด้วยคุณที่เห็นเป็นประจักษ์ ไม่ใช่แค่ผ่านนิยายตำนานหรือเรื่องเล่าแบบที่นายเปลวสีเงินชอบอ่าน หมา ย่อมมีคุณมากกว่าพญานาคดังที่อาตมาพูดเช่นนั้นไม่ผิด

ในความสัตย์จริงนี้ ตลอดครึ่งค่อนชีวิต มนุษย์แทบทุกคนล้วนมีหมาเป็นเพื่อนเป็นพี่ สำหรับบางคน หมาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวด้วยซ้ำ

แล้วหมาก็เป็นสัตว์ที่มีคุณมากจริงๆ ในพระธรรมบทถึงกับยกย่องว่า สามารถไปอุบัติเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ได้ด้วยซ้ำ

คุณกราบต้นไม้ประหลาด กราบบ่อน้ำอุจจาระ กราบรูปปั้นพญานาค เพื่อหวังแค่จะขอโชคขอลาภขอเลขขอหวย (ใครไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ก็แสดงว่าโกหกตัวเองอยู่) ผลซึ่งจะได้ แทบไม่มีเลย มิหนำซ้ำหลายครั้งยังถูกหลอก ยังเสียทรัพย์ เสียสมบัติต่างๆ นานา

กลับกัน ถ้าคุณบูชาหมา ไม่ได้หมายถึงให้กราบไหว้ขอพรนะ บูชาในความหมายทางพระพุทธศาสนา คือยกย่องเห็นคุณและตอบแทน คุณได้รับผลทันทีเลย คุณให้ข้าวหมาครั้งเดียวหมามันจำจนตาย แล้วมันจะซื่อสัตย์กับคุณด้วย ปกป้องคุณเท่าที่มันจะทำได้ เวลาโจรเข้าบ้าน ก็เห็นมีแต่หมาเท่านั้นแหล่ะที่ช่วยเห่า คุณช่วยเหลือคนด้วยกัน 10 ครั้ง ไม่ช่วยแค่ 1 ครั้ง มันด่าแม่คุณเลย หักหลังนินทาคุณเลย นี่เห็นไหม

ในหลวงรัชกาลที่ 6 ท่านทราบความข้อนี้ดีเลยนะ ท่านนับถือสุนัขทรงเลี้ยงว่าเป็นเพื่อนของท่านเลย หลังจากย่าเหล (สุนัขทรงเลี้ยง) ตาย ท่านจึงให้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่พระราชวังสนามจันทร์ ท่านทรงพระราชนิพนธ์บทกลอนที่สะท้อนคุณของย่าเหลในแบบที่มนุษย์บางคนอาจจะไม่มีด้วยซ้ำไว้ ความในกลอนบทนั้นตอนหนึ่งว่า

อันตัวเพื่อนเหมือนมนุษย์สุจริต จะผิดอยู่แต่เพียงพูดไม่ได้

แต่เมื่อกูใคร่รู้ความในใจ กูมองดูรู้ได้ในดวงตา

นี่เห็นไหม ? คนแบบนายเปลว สีเงินนี่ ดีอย่างมากก็แค่ตีฝีปาก แต่ไม่มีความลึกซึ้งอะไรเลย อ้างเรื่องพระพุทธเจ้าเคยเสวยชาติเป็นพญานาคอย่างนี้อย่างนั้น คือจริงๆ ท่านก็เป็นหมดนั่นแหล่ะ ถ้าจะพูดอย่างนั้น นี่เราต้องไปกราบเหี้ยด้วยไหม เพราะพระพุทธเจ้าก็เคยเสวยพระชาติเป็นเหี้ยเหมือนกัน

เรื่องเล่าในพุทธประวัติก็ดี ในชาดกก็ดี อ่านแล้วต้องตีความให้แตกว่าท่านจะสอนอะไร มีธรรมมาธิษฐานอะไรซ่อนอยู่ เหมือนเรื่องพญามุจลินท์ ที่นายเปลว สีเงิน อ้างก็เหมือนกัน คนส่วนใหญ่สนใจแต่เรื่องปาฎิหาริย์ ไม่มีใครสนใจธรรมะที่ท่านสอนพญามุจลินท์เลย ที่ท่านพูดถึง ความสงัดว่าเป็นสุข ความไม่เบียดเบียนในสัตว์ทั้งหลาย ความล่วงกามและความไม่มีมานะถือตัว นี่ท่านไม่ได้พูดเรื่องปาฎิหาริย์ศักสิทธิ์อะไรเลย ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ถือพระปางนี้ว่าเป็นพระประจำวันเกิด ที่ตัวเองจะได้กราบไหว้เพื่อเสริมดวงเสริมโชคให้กับตัวเองเท่านั้นเอง นี่ตื้นเขินมาก

อ้างเรื่องชาดก ก็อ้างแบบปูๆปลาๆ ไม่สนใจเลยว่า ชาดกจะสอนอะไร ไม่สนใจว่า พญานาคที่คนพุทธพากันไปบนบานศาลกล่าว พากันไปบูชากราบไหว้อยู่นี่ แม้แต่สัตว์เหล่านั้น เขากลับต้องการที่จะได้อัตภาพของการเป็นมนุษย์ มนุษย์ซึ่งมีสติปัญญามากกว่าสัตว์เดรัจฉานมากนัก เพราะสามารถเข้าถึงความพ้นทุกข์ที่สัตว์เดรัจฉานอย่างพญานาคเอง ยังทำไม่ได้

จะดูว่า คนๆนั้นเป็นอย่างไร พึงรู้ได้จากการสนทนากับเขา ที่จริงอาตมาไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาเขียนอะไรที่ยึดยาวอยู่นี่ แต่เห็นว่า การโปรด “สัตว์” อันเป็นหน้าที่ของสมณะ เป็นเรื่องที่ควรทำ แม้บางครั้งจะเหมือนการตักน้ำราดใส่ตอไม้ก็ตาม

พระพุทธเจ้าท่านเหนื่อยยากลำบากมาก กว่าจะนำธรรมะอันเป็นสรณะประเสริฐสุดมาเทศนาสั่งสอนเพื่อกำจัดทุกข์แก่มวลมนุษยชาติ การปกป้องธรรมะคือหน้าที่ และนี่คือเรื่องที่อาตมาพยายามจะทำ.