เปิด 11 ประเด็นเศรษฐกิจ ‘ทักษิณ’ พูดใน Clubhouse ยิ่งฟังยิ่งคิดถึง

เมื่อช่วงสามทุ่มที่ผ่านมานายทักษิณ ชินวัตร ปรากฎตัวในแอปพลิเคชั่น Clubhouse ในชื่อผู้ใช้ @tonywoodsome ร่วมพูดคุยในห้อง “ไทยรักไทย ใครเกิดทัน มากองตรงเน้!” เล่าถึงถึงผลงานในยุคไทยรักไทย ต่อมา นายธนวัฒน์ วงค์ไชย ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และเป็นแกนนำกลุ่มวิ่งไล่ลุง ได้โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีรายละเอียดดังนี้

สรุปประเด็นเศรษฐกิจที่ทักษิณพูดใน Clubhouse ที่ยิ่งฟังยิ่งคิดถึง ยิ่งเทียบกับประยุทธ์ยิ่งกินขาด

Loading...

1.แนวคิดแต่ละนโยบายของไทยรักไทยคือคิดจาก #ประชาชน ว่าประชาชนต้องการอะไร ประชาชนต้องกินอิ่มนอนหลับ มีปัจจัยพื้นฐานให้ครบก่อน แล้วเศรษฐกิจทั้งระบบถึงจะไปได้ หรือ bottom up ไม่ใช่เอาแต่ช่วยนายทุน แล้วละเลยประชาชน แบบนี้เศรษฐกิจมันเดินไม่ได้

2.ในการคิดนโยบายต่างๆ ต้องคิดว่าทำให้ได้ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ตั้งแต่แรก จะทำอะไรไม่ได้เลย จึงเกิดนโยบายปังๆ ที่เวลานั้นไม่มีใครคิดว่าทำได้เลย อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค, OTOP, 1 ตำบล 1 ทุน, กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ

3.เมื่อถามว่านโยบายของไทยรักไทยเป็นประชานิยมหรือไม่ ทักษิณอธิบายว่า ทักษิณเคารพวินัยการเงินการคลังมาก มีวินัยในการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน จึงใช้งบประมาณขาดดุลก่อนในช่วงแรก (รายจ่ายมากกว่ารายได้) เพื่อหว่านเมล็ดให้ประเทศยั่งยืน พอคนเริ่มมีรายได้ เริ่มลืมตาอ้าปากได้ เราก็สามารถใช้งบประมาณแบบสมดุลและเกินดุล (รายได้มากกว่ารายจ่าย) ได้โดยไม่ต้องไปรบกวนวินัยการคลัง

และนโยบายต่างๆ ของไทยรักไทย ก็เน้นให้ประชาชนอยู่ได้อย่างยั่งยืน และต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน อย่างกองทุนหมู่บ้าน ก็ลงเงินไปให้คนในหมู่บ้านอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่ใช่แจกไปให้ถลุง อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ให้เป็นสวัสดิการของประชาชน เพื่อให้ระบบภาษีที่เขาจ่ายไป ย้อนกลับไปดูแลสุขภาพของพวกเขา ให้พวกเขาแข็งแรง แล้วมีแรงไปทำงานสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งต่อไป

โดยสรุปคือ นโยบายไทยรักไทย ไม่ใช่การถลุงเงิน แจกเงินโดยเปล่าประโยชน์ หากแต่เป็นการใช้เงินแบบมีวิสัยทัศน์ เป็นการใช้เงินงบประมาณเพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ

4.ตอนทำหวยใต้ดิน แล้วเอาขึ้นมาทำบนดินได้ เลยคิดว่าจะเอาเงินโง่ๆ มาให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือดีๆ ให้ฉลาดๆ ดีกว่า จึงเกิดโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เสร็จแล้วคนเหล่านี้เมื่อได้รับการศึกษา ก็จะมาพัฒนาบ้านเมือง สร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งอีกในอนาคต

5.หลักคิดของโครงการ 1 แท็บเล็ต 1 นักเรียน คือ เด็กที่เกิดนิวยอร์ก ลอนดอน อมก๋อย เกิดมาสมองเท่ากัน แต่โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาไม่เท่ากัน เด็กแต่ละที่จึงได้รับการพัฒนาต่างกัน ดังนั้น หากเราสร้างโอกาสให้เขาได้เข้าถึงการศึกษาเท่ากัน พวกเขาก็จะพัฒนาได้ ซึ่งเราสร้างโอกาสนั้นผ่านแท็บเล็ต

6.เรามีสถานที่มั่วสุมที่ไม่ดีมากแล้ว ทักษิณเลยอยากให้มีสถานที่มั่วสุมเชิงสร้างสรรค์บ้าง จึงออกมาเป็นโครงการ TCDC, museum Siam, TK Park

7.การช่วย SMEs ต้องช่วยอย่างรอบด้าน การยื่นแค่เงินไป ก็เหมือนไปสร้างหนี้ให้เขาเพิ่ม ดังนั้นต้องสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำธุรกิจให้เขาด้วย

8.เรากำลังไล่จับเชื้อโรคด้วยเศรษฐกิจทั้งระบบ ซึ่งมันแก้โควิดได้ผลในระดับหนึ่ง แต่คุ้มมั้ยที่มีคนต้องตายผ่อนส่งจากพิษเศรษฐกิจ เศรษฐกิจต้องพังทั้งระบบแบบนี้ ยิ่งประเทศเราเศรษฐกิจ 10% พึ่งพิงการท่องเที่ยว หากต้องมาเที่ยวแล้วต้องเสียเวลา 15 วันขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่มีใครเขามา

ดังนั้น ต้องลงทุนกับวัคซีน เร่งฉีด เร่งค้าขาย เร่งเปิดเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่น ประเทศก็จะรอด และต้องสร้าง trust&confidence ให้เงินต่อเงิน ไม่ใช่เงินหด

9.บ้านเราใช้กฎหมายนำทุกอย่าง กฎหมายจึงไปล็อคการศึกษาด้วย บ้านเราเน้นเอาปริญญามากองๆ ไว้ แต่การเรียนคือเน้น wisdom องค์ความรู้ ไม่ใช่ใบปริญญา ที่เมืองนอกเขาเรียนผสมกันได้หมด (เรียนข้ามศาสตร์) ดังนั้น ต้องแก้กฎหมายให้นักศึกษาได้เรียนตามอัธยาศัย ใครเรียนเก่ง ก็เรียนให้ทะลุเกินครูไปเลย แล้วทำ Free WiFi ให้ครอบคลุม เด็กจะเรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่ให้ทุนอย่างเดียว

10.รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทำให้เกิดพรรคไทยรักไทยขึ้น ยิ่งตอกย้ำว่าถ้าการเมืองดี เศรษฐกิจจะดี เพราะถ้ารัฐธรรมนูญไม่มุ่งสืบทอดอำนาจ แต่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ดี ทำให้เราได้รัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชน จะทำให้เราได้นโยบายดีๆ นโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เอาประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่นโยบายเพื่อสนองตอบผู้มีอำนาจ ชนชั้นนำ และนายทุน

นี่เป็นเหตุผลสำคัญ ว่าหากเราต้องการกลับมามีเศรษฐกิจดีอีกครั้ง มีรัฐบาลที่คิดนโยบายเพื่ประชาชนเป็นหลัก ปลดล็อคความทุกข์ยาก ต้องเริ่มจากการแก้รัฐธรรมนูญให้ดี ให้เป็นฉบับของประชาชน

11.แนะนำหนังสือ Blockchain, Bitcoin, Cryptocurrency, Autonomous Revolution (ลองเทียบกับประยุทธ์ที่ให้อ่านจินดามณีดู)

พอฟังทักษิณพูดแล้วเสียดายโอกาสที่หล่นหายของประเทศมาก หากไม่มีรัฐประหาร ประเทศคงพัฒนาไปไกลมากกว่านี้ เรากำลังโหยหาผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เพราะเราอยู่กับผู้นำโง่มา 7 ปีแล้วจริงๆ ครับ

โอกาสของประเทศหล่นหายไป เพราะความไม่รู้จักพอในอำนาจของทหารแก่ๆ แค่ไม่กี่คน น่าเสียดายจริงๆ