เปลว สีเงิน ขุดบันทึก ‘เสนาะ’ ชำแหละการบริหารแผ่นดินสไตล์ ‘ทักษิณ’

เปลว สีเงิน คอลัมนิสต์ ทักษิณ

เว็บไซต์ plewseengern.com เผยแพร่บทความเรื่อง “คัมภีร์บริหารทักษิณ”ขียนโดย เปลว สีเงิน คอลัมนิสต์ชื่อดัง และนักเขียนรางวัลอมตะ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ฟังนายกฯ พูดเย็นวาน (๑ มิ.ย.๖๔) ในสภา

“ใช้หนี้จำนำข้าวไปแล้วกว่า ๕ แสนล้าน”

ฟังแล้วสะท้อนคิด

สรรพสิ่งอธิบายได้ แต่บางสิ่งเหนืออธิบาย เช่นว่า หนี้สิน IMF “รัฐบาลพลเอกชวลิต” ก่อ

แต่คนใช้หนี้ กลับเป็นรัฐบาล “นายกฯ ชวน”?

หนี้สินจำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์” ก่อ

แต่คนใช้หนี้ กลับเป็นรัฐบาล “พลเอกประยุทธ์”?

ใน “ต่างกรรม-ต่างวาระ” นั้่น เกิดคำถามขึ้นว่า ทำไม คน “ใช้หนี้แทน” ทั้งสอง

ต้องโคจรมา “ร่วมกัน” ทำหน้าที่ “กอบกู้วิกฤติ” ให้ชาติบ้านเมืองด้วยกันวันนี้ ชนิดเหนือคำอธิบาย

คนหนึ่งทำหน้าที่ “ประธานรัฐสภา” อีกคนทำหน้าที่นายกฯ ที่ซีกค้านรุมชี้หน้าด่าขณะนี้ ว่าเลว, โง่, ล้มเหลว

และให้ลาออกไป!

แล้วพวกที่ด่า-ที่ไล่ มีหัวนอนปลายตีนมาจากไหน?

คำตอบคือ มาจากรัฐบาลชวลิต-รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่สร้างหนี้ทิ้งไว้ให้คนทั้ง ๒ นั่นเอง

“รัฐบาลชวลิต-ยิ่งลักษณ์” คือใคร?

คือเงาตัวตนคนชื่อ “ทักษิณ” โดยตรง!?

ทักษิณ ตอนเป็นรัฐบาล มีนโยบายบริหารงบประมาณแบบไหน-อย่างไร จึงครองใจ ส.ส.เพื่อไทยยิ่งกว่านกติดตัง!?

วันนี้ จะเผยเคล็ดลับ โดยคน “ปั้นทักษิณ” เป็นนายกฯ คือ “ท่านเสนาะ เทียนทอง” ขณะนี้ เจริญอายุ ๙๐ ปีแล้ว

ช่วงปี ๒๕๔๘ ท่าน “ผีไม่เผา-เงาไม่เหยียบ” กับทักษิณ ถ่ายทอดความรู้สึกไว้ ผ่านงานเขียน ชื่อ “จะเอาทักษิณ หรือประเทศไทย”

ในหนังสือ “รู้ทันทักษิณ ๔ ฅนวงใน The Insiders” สำนักพิมพ์ “ขอคิดด้วยฅน” ของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

เคยคัดบางตอนมาลงเมื่อ ปี ๖๑ ทีแล้ว แต่เรื่องราวตรงนี้ของทักษิณ “อภิมหาอมตะนิรันดร์กาล” จริงๆ ฉายกี่รอบ ก็ซี้ด

ท่านผู้เฒ่าเสนาะ เผย “คัมภีร์บริหาร” ของทักษิณพร้อมเคล็ดลับไว้เป็นฉากๆ ดังนี้

“….รู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ แบบผิวเผิน ตั้งแต่เป็นนายตำรวจติดตามรัฐมนตรี

พ.ต.ท.ทักษิณพยายามสร้างความสัมพันธ์กับหัวหน้าพรรคคือทำธุรกิจกับการเมือง วิ่งเต้นเข้าทางผู้ใหญ่สูงสุดของพรรค

ต่อมาผมย้ายไปเป็นเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ พ.ต.ท.ทักษิณได้สนับสนุนปัจจัยการเมืองผ่านไปทาง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจึงได้เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรี

เมื่อก่อนเกิดวิกฤติค่าเงินบาท นายอำนวย วีรวรรณ รมว.คลังในขณะนั้นลาออก มีการคิดกันว่า จะให้ตำแหน่งนี้กับพ.ต.ท.ทักษิณด้วยซ้ำ

ผมได้ไปทาบทามคนที่น่าเชื่อถือในสังคม โดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รับปากว่า จะเข้ามาช่วยเป็น รมว.คลัง

ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณไปนำนายทนง พิทยะ ผู้บริหารธนาคารทหารไทยมารับตำแหน่งนี้แทน โดยที่ผมไม่รู้เรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณไปซุบซิบกับ พล.อ.ชวลิตและนายโภคิน อดีต รมต.สำนักนายกฯ แล้วจึงมีคำสั่งแต่งตั้งนายทนง

ก่อนเงินบาทลอยตัว

ผมไม่รู้เรื่องด้วย เพราะอยู่นอกวงของพวกเขา คนที่เกี่ยวข้องกับการลดค่าเงินบาทในขณะนั้น มี ๔ คือ พล.อ.ชวลิต พ.ต.ท.ทักษิณ นายทนง และนายโภคิน

ส่วนจะรู้เห็นกันขนาดไหน ผมไม่รู้ เขาบอกว่าเขาไม่รู้อันนี้ไม่มีใบเสร็จ

แต่ถ้าถามผมว่าผลที่เกิดหลังค่าเงินบาทลอยตัวออกมาอย่างไร มันส่อชัดว่าทักษิณและบริษัทรอดวิกฤติคนเดียว

คือผลลัพธ์มันสะท้อนชัดอยู่แล้ว

การที่มีคนไปซื้อประกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินบาทเอาไว้มากๆ หรือไปซื้อดอลลาร์เอาไว้มากๆ ก่อนประกาศลอยค่าเงินบาท ก็เหมือนจุดไฟเผาบ้านตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน เศรษฐกิจของชาติพังเสียหาย แต่ตัวเองรอดพ้นวิกฤติเพราะได้ประกัน

หากต้องการจะรู้ทันทักษิณ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนอย่างไร เพราะลักษณะเฉพาะและตัวตนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นตัวกำหนดพฤติกรรม

การใช้อำนาจและบริหารราชการแผ่นดินของทักษิณทั้งหมดนั้น ประกอบขึ้นมาเป็นระบอบทักษิณ ซึ่งมีทั้งระบบการใช้อำนาจและการแสวงหาผลประโยชน์อยู่ร่วมกัน

พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนมีวุฒิการศึกษา แต่ขาดวุฒิภาวะการเป็นผู้นำ ไม่มีสภาวะผู้นำ โดยเฉพาะในระดับประเทศ เป็นคนไม่มีประสบการณ์ในการบริหารราชการ แม้เคยรับราชการตำรวจ ก็อยู่ไม่นาน และใช้เวลาว่างไปกับการประกอบธุรกิจ

พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักเสี่ยงโชค ขาดความรอบคอบ เคยประสบปัญหาทางธุรกิจ แลกเช็คและถูกฟ้องเช็คเด้ง นิยมบริหารธุรกิจแบบคิดไวทำไว โดยใช้การตลาดเป็นเครื่องมือ

การจดทะเบียนคนจนนั้น ผมเคยแนะนำว่า มันทำไม่ได้ ไปประกาศเฉยๆ ไม่ได้ เอามาขึ้นทะเบียนเฉยๆ คนที่เป็นหนี้สินอยู่ที่ไม่ใช่คนจนก็ไปจดทะเบียนด้วย

มันจะบานปลายไปใหญ่ พี่ไม่เห็นด้วย มองด้วยจิตสำนึกมันปฏิบัติไม่ได้ มันได้แค่โชว์ตัวเลขตอนเลือกตั้ง จากนั้นไม่มีผลจริง แต่ทักษิณตอบว่า

“โธ่…พี่เหนาะ คนตาบอดมันกลัวเสือเหรอ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้เราจะได้เสียงเหรอ”

เขาพูดอย่างนี้ แสดงว่าไม่ได้จริงใจกับนโยบาย ประกาศไปก่อนค่อยหาวิธีการทำการตลาดทีหลัง ไปเสี่ยงเอาข้างหน้า ขอให้ได้คะแนนเสียงไว้ก่อน ไม่สนวิธีปฏิบัติราชการ

แม้แต่โครงการ SML ผมก็เตือนว่า เข้าข่ายซื้อเสียง เพราะอยู่ในภาวะเลือกตั้ง ทักษิณตอบว่า

“โธ่…อำนาจอยู่ที่เรา กกต.ก็ของเรา คนก็บอกเรา”

ล่าสุด ก่อนการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ มีการทำผิดกฎหมาย คือขนคนมาฟังการปราศรัยโดยจ้างมา มันผิดกฎหมายแน่นอน แต่ กกต.กลับเฉย

พ.ต.ท.ทักษิณเคยบอกรัฐมนตรีในรัฐบาลว่า “ไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอให้ทำตามก็พอ”

หากรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนที่คิดมาก รอบคอบ คอยตักเตือน จะอยู่ไม่ได้เลย คนที่อยู่ได้จะต้องตอบ “เยส” อย่างเดียว

เช่น นายพินิจเคยพูดว่า “ท่านนายกฯ ผมไม่เคยเห็นใครคิดได้ดีเท่านี้เลย” หรือนายเนวิน ก็มักพูดว่า “ดีนายๆ”

ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีบางคนในช่วงเทศกาลเลือกตั้ง มักมีบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินอยู่เต็มรถ จึงได้รับการฟูมฟักอย่างดี เหนียวแน่น ถูกเรียกใช้งานบ่อยๆ ในช่วงหลัง

ยิ่งกว่านั้น…..

ยังมีการใช้ระบบธุรกิจครอบครัวมาจัดการผลประโยชน์ในรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ

ตั้งแต่ขนคนที่เคยทำงานกับตัวเองในบริษัทแบบยกชุด วางคนของตัวเองไปในทุกกระทรวง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ

แต่ทุกคนในกระทรวงจะรู้ดีว่า คนคนนี้ คือคนของเขา จะทำอะไรก็ต้องผ่านคนคนนี้

เรียกว่ามี ๒-๓ คน ไปดูแลผลประโยชน์ทุกกระทรวง เป็นเสมือนหลงจู๊

แล้วยังส่งคนไปยึดตำแหน่งใน กมธ.ชุดต่างๆ ของสภาผู้แทนฯ ใน ครม.ก็ไม่ต่างกัน

ทุกโครงการที่จะมีการอนุมัติ ถ้ารัฐมนตรีคนไหนเสนอเรื่องขอใช้งบกลางที่จัดสรรไว้มหาศาล ก็ต้องไปเคลียร์กับคนของเขาให้เรียบร้อยก่อน

รัฐมนตรีหลายคน จะมีคนของเขาเข้ามาบอกว่า เดี๋ยวทำงบฯ จะเอากี่พันล้าน แต่ต้องเอาเข้าพรรค ๑๐ เปอร์เซ็นต์

หมายความว่า ……

จะไปทำอะไรขึ้นมาก็ได้ ไปเขียนโครงการมา

ถ้ารัฐมนตรีคนไหนทำไม่ได้ ก็อยู่ไม่ได้ เวลาทำโครงการก็ต้องจ้างที่ปรึกษาที่เป็นคนของตัวเอง

แล้วใช้วิธีที่เก่งที่สุด คือ ยกเว้นระเบียบพิเศษ ยิ่งใช้วิธีขีดเส้นตาย ว่าต้องเสร็จวันนั้น-วันนี้

เหมือนกรณี “สนามบินสุวรรณภูมิ” เพื่อจะได้ใช้วิธี “จัดซื้อ-จัดจ้าง” แบบพิเศษ นโยบาย ๑๐ เปอร์เซ็นต์

รัฐมนตรีต้องทำโครงการ โดยตบแต่งงบประมาณขึ้นมาก่อนว่า มูลค่าของโครงการ “จะครอบคลุม ๑๐ เปอร์เซ็นต์” ที่ต้องหักเข้าพรรค

จากนั้น ไปตกลงกับคนของเขาผ่านคุณหญิง

เมื่อเรียบร้อยเมื่อใดก็ส่งมาให้ตัวตาย-ตัวแทนทางการเมืองที่เขาไว้ใจ

พอเข้า ครม.นายกฯ จะเสนอโครงการ และอนุมัติให้เองเสร็จสรรพ รัฐมนตรีไม่ต้องคิด ไม่ต้องสงสัย

ทุกวันนี้ ยังไม่มีใครรู้-ใครเข้าใจ ว่า….

“๑๐เปอร์เซ็นต์ มีอยู่เท่าไร” คงต้องไปถามคุณหญิง

สิ่งที่สุดทนจริงๆ คือ กรณีผู้ว่าฯ สตง.ที่ถูกแทรกแซงการทำงาน แทรกแซงองค์กรอิสระ และละเมิดพระราชอำนาจ มันเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่สำคัญ….

ที่ทำให้ผมลุกขึ้นอภิปรายเมื่อ ๘ มิ.ย.๒๕๔๘ การประกาศ “ตัดขาด-แตกหัก” กลางสภาฯ

พูดได้ว่า ถ้ามันเอาชีวิตได้ มันเอาไปแล้ว มันแค้น แต่ก็ไม่กล้า ตอนหลังคนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ติดต่อมาหลายครั้ง ผมพูดตรงๆ ไปว่า….

เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว เมื่อไม่ยอมลดละเอง จนเราต้องแตกหักไปสู่สาธารณชนแล้ว

สิ่งสำคัญ นายกฯ ก็ต้องแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมดให้ได้ และผมยังพูดอีกว่า “ถ้าบอกจะกินข้าวกันตอนนี้ มันยังไงล่ะ ให้พี่เป็นผู้เป็นคนดีกว่า อย่าให้พี่เป็นหมาเลย”

ก่อนที่จะเกิดปัญหาทั้งหมด ผมก็พยายามไปเตือน แต่เรื่องที่เตือน ก็เป็นการขัดผลประโยชน์เขาทุกเรื่อง

เช่นคิดว่า รัฐมนตรีคอร์รัปชัน ผมก็ไปเตือน เพราะคิดว่าไม่รู้

ที่ไหนได้….มันสั่งเอง

ขนาดกลายเป็นว่า รัฐมนตรีคนไหนไม่ทำตามสั่ง ภายหลังก็อยู่ไม่ได้

ความขัดแย้งในปัจจุบัน สาเหตุมาจากตัวปัญหาคนเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ คนคนนี้ โกงเพื่อเข้ามาสู่อำนาจ

เมื่อมีอำนาจ ก็โกงอีก อันตรายต่อบ้านเมืองสุดๆ

พ.ต.ท.ทักษิณน่ากลัว….

เพราะเป็นคนมีวุฒิการศึกษา จ้องวางแผนเอาเปรียบคนอื่น ถือว่าต่ำต้อยเหลือเกินในการเป็นผู้นำประเทศ

ผมจำคำพูดของทักษิณที่เคยบอกว่า

“พี่เหนาะ ผมพร้อมแล้ว สมบัติส่วนหนึ่งผมให้ลูก อีกส่วน เก็บไว้สำหรับตายาย กินจนตายก็ไม่หมด สมบัติอีกส่วน จะทำเพื่อบ้านเมือง จะใช้หนี้แผ่นดิน”

คำพูดนั้นๆ ผมเคยหลงคิดว่าคนคนหนึ่ง “รวยแล้วกลับใจ” คิดใช้หนี้แผ่นดิน

ตอนนี้ ผมรู้ความจริงแล้วว่า “รวยจากโกงชาติ กล้าทำแม้เผาบ้านเมืองเพื่อเอาประกัน”

คนรวยคนนี้ รวยแล้วไม่รู้จักพอ ไม่ใช้หนี้แผ่นดินยังไม่พอ มันยังโกงกิน ทรยศต่อแผ่นดิน

ผมเคยพูดและเตือนกับคุณหญิงว่า

“น้อง ถ้ามันได้มาอีกแสนล้าน เอาไปทำไม”

เขาพากันตอบว่า…

“ก็รู้ แต่ในเมื่อเล่นการเมืองมันต้องควักเงิน ก็ต้องถือว่าเป็นธุรกิจ”

เคยเตือนหนักๆ ถึงขั้นว่า

“ในอนาคต ถ้ามันจะเดือดร้อนหนักๆ คือคนเป็นหัวนะ”

เขาก็ตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน ว่า

“ก็รู้ ถ้าพี่ทักษิณจะลง ต้องให้พรรคไทยรักไทยมีอำนาจอย่างน้อยสองสมัยถึงจะปลอดภัย”

……………………

ด้วยแบบนี้ละซีท่า ถึงต้องไล่ประยุทธ์ทุกวัน

เพื่อให้ระบอบทักษิณกลับกลืนเมือง?