‘จอม’ เฮลั่นสหรัฐ เงิน 1,200 เหรียญถูกโอนเข้าบัญชี เผยทำไมคนไทยในอเมริกา ถึงยังถวิลหา 30 บาทรักษาทุกโรค ที่เมืองไทย

นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ที่อาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Jom Petchpradab

เมื่อ 16 เม.ย. 2563 โดยมีรายละเอียดดังนี้

ทำไม? คนไทยในอเมริกา ถึงยังถวิลหา “30บาทรักษาทุกโรค”ที่เมืองไทย ยิ่งในวิกฤติ “โควิค 19”

ในที่สุด 1200 เหรียญ ก็ถูกเข้าบัญชีธนาคารเรียบร้อย หลังจากลุ้นกันมากว่า 2 สัปดาห์ เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับคนอเมริกันทุกคนที่จ่ายภาษีถูกต้องและทำมาหากินอยู่ในประเทศนี้ เนื่องเพราะผลกระทบจาก โควิค 19

ไม่เป็นภาระ ไม่เสียเวลา ระบบAIไม่เยอะ ไม่ต้องยืนยันตัวตนมากมาย เพราะทุกอย่างผ่านช่องทางการเสียภาษี มีข้อมูลส่วนตัวเราครบทั้งหมด พร้อมทั้งเลขบัญชีธนาคาร

1200 เหรียญสำหรับ 1 คนหากมีเด็กที่ต้องดูแลก็จะได้เพิ่มอีก 500 เหรียญ (จนกว่าจะประกาศยกเลิก social-distancing ) สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะsmall business ที่รัฐบาลเน้นเป็นพิเศษ ก็จะได้เงิน loans ระยะ 6 เดือนไม่เสียภาษี เลยจากนั้นเสียภาษีครึ่งเปอร์เซ็นต์

นี่เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคนเพียงคนเดียวอย่างผม ก็จะได้ประมาณนี้ หากมีลูก มีครอบครัว มีคนแก่รวมอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ก็จะมีรายละเอียดความช่วยเหลือปลีกย่อยลงไปอีก

นี่คือข้อดีของการเสียภาษีอย่างถูกต้องซึ่งคน immigrant จำนวนมาก โดยเฉพาะคนไทยที่นี่ไม่ชอบ เพราะภาษีที่นี่แพง แต่หากลดความเห็นแก่ตัวลงไปบ้าง ยึดหลักการอยู่ร่วมกันก็ต้องแบ่งปันกัน ก็สบายใจ หากเห็นแก่ตัวเป็นเจ้าเรือน เมื่อยามวิกฤติเกิดขึ้นเช่นตอนนี้ การเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

การทำสงครามกับ “โควิค 19” ของรัฐบาลอเมริกา น่าเป็นห่วง เกรงว่า จะพ่ายแพ้ ย่อยยับ เหมือนสงครามเวียตนาม..อย่างไรไม่รู้

ไม่อยากซ้ำเติมความทนง อหังการ์ในความเป็นมหาอำนาจของโลก ที่ปกคลุมแน่นหนาในทำเนียบขาวของรัฐบาลทรัมป์ นี่คงเป็นที่มาของความประมาท ชะล่าใจ ที่ไม่ได้เตรียมพร้อมตั้งแต่แรก

อันนี้จะไม่แตะประเด็นที่ว่า“โควิค19”มีแหล่งกำเนิดจากจีน ซึ่งเป็นประเด็นการเมืองอยู่แล้วในอเมริกา

ความพ่ายแพ้อย่างสำคัญของอเมริกาในครั้งนี้ ตามความเข้าใจของผมคือ ระบบสุขภาพของอเมริกา “โควิค19” ได้เปิดแผลให้เห็นความล้มเหลวในหลักประกันสุขภาพของอเมริกาอย่างที่ไม่เคยมีสงครามครั้งใดทำให้เห็นปัญหานี้ชัดเจนเท่ากับครั้งนี้

ด้วยเหตุนี้แหละที่แม้แต่คนไทยที่เป็นพลเมืองอเมริกันจำนวนมากคิดจะย้ายกลับประเทศไทยอย่างถาวร

ระบบการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของอเมริกา (เท่าที่ผมมีประสบการณ์จากระบบนี้) มีปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ รายได้ เป็นหลัก หากรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 2000 เหรียญ จะจัดอยู่ในหมวดผู้มีรายได้น้อยก็จะได้ Medical รักษาพยาบาลฟรี และคนกลุ่มนี้มีสิทธิ์ได้ food stamp หรือค่าอาหาร ค่าที่พัก เพิ่มเติมอีกเป็นรายกรณีไป

แต่หากจะให้ตัวเองคงสถานะเป็นผู้มีรายได้น้อย ก็เหมือนกับมัดมือมัดเท้าตัวเองรอการป้อนอาหารเป็นมื้อๆ จากรัฐบาล คืออยู่แบบไม่มีความหวัง เพราะจะขอเครติดจากธนาคารกู้เงินซื้อบ้านเป็นของตัวเอง หรือลงทุนทำอะไรก็ไม่ได้ วางแผนจะเที่ยว หรือ จะซื้อโน่น ซื้อนี่ หรือจะเดินทางรอบโลกก็ไม่ได้ เพราะขยันขึ้นมาหน่อย ตัวเลขในแบ๊งค์ก็จะเพิ่มขึ้นจเป็น 2500 – 3000 – 4000 – 5000 เป็นลำดับไป ซึ่งหมายถึง หมดสภาพของผู้มีรายได้น้อยไปเลยทันที ( มีคนไทยหลายคนหรือชาวต่างชาติอื่น ๆที่มาอยู่ในอเมริกานาน ๆ พยายาม รักษาสถานะทางการเงินในธนาคารให้คงที่ไว้ในระดับของผู้มีรายได้น้อย แล้วแอบทำงานรับเงินสด แล้วเก็บเงินสดใส่เซฟส่วนตัวไว้ที่ธนาคาร หรือที่บ้านก็ตามที ซึ่งอันนี้ผมแปลกใจมากว่าทำได้อย่างไร เพราะส่วนใหญ่การใช้จ่ายเงินในอเมริกา ผ่านเชค ผ่านระบบธนาคาร ผ่าน Payroll ที่จะต้องนำไปหักภาษีภายหลังทั้งสิ้น ..แต่ก็มีคนทำได้จริง ๆ คือใช้สวัสดิการของรัฐทุกอย่างแต่มีเงินสดเป็นจำนวนมาก)

นั่นหมายถึงเมื่อ การรักษาพยาบาลฟรีจากรัฐหมดไป ค่าอาหารที่เคยได้เดือนละ 200 เหรียญก็หมดไป สิทธิต่าง ๆ ที่ผู้มีรายได้น้อยเคยได้ก็จะหมดไป

ขณะที่รายจ่ายที่เพิ่มจากการขยันทำงานเล็ก ๆน้อยซึ่งไม่มากอะไร ก็ไม่สามารถที่จะมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหาร ค่าที่พัก ที่เคยได้ได้

ทางออกเดียวที่จะพ้นไปจากนกในกรงเหล็ก ก็คือ ทำงานหนักให้มากขึ้นสองหรือสามเท่า เพื่อที่จะซื้อประกันสุขภาพ ซื้ออาหาร จ่ายค่าที่พักและเพื่อให้ชีวิตเดินไปตามความฝันได้ (ค่าครองชีพในเมืองใหญ่โหดมาก ๆ ) แม้ในอีกด้านหนึ่งจะต้องจ่ายภาษีอย่างแพงด้วยก็ตาม (ระบบนี้หรือเปล่าที่ทำให้คนขี้เกียจไม่ขยัน..น่าวิเคราะห์กันต่อไป )

ด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้ผู้ใช้แรงงาน หรือคนชั้นกลางจำนวนมากซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของอเมริกา ไม่อยากเสียเงินไปกับการซื้อประกันสุขภาพ ซึ่งตกเดือนละ 50 – 100 เหรียญ ดูเหมือนจะไม่เยอะ แต่ต้องไม่ลืมว่าค่าครองชีพในเมืองใหญ่ที่มีงานให้เลือกทำเยอะ ๆ นั้นมันสูงแค่ไหน มีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเยอะแยะไปหมด นี่ไม่รวมภาษีที่แพงอยู่แล้วด้วย ดังนั้นคนชั้นกลางระดับผู้ใช้แรงงานในอเมริกา เมื่อไม่เข้าเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อยก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง

ทีนี้เมื่อ“โควิค19” ระบาด คนกลุ่มแรกที่เดือดร้อนสุดคือคนที่ไม่ได้ซื้อประกันสุขภาพ (ตัวเลขปี 2018 ประมาณ 35 ล้านคน) จะใช้หลักเข้ารักษาแบบฉุกเฉินซึ่งถ้ายามปกติ การให้บริการเป็นแบบมาเร็วไปเร็ว คือรีบตรวจแล้วรีบส่งกลับบ้าน แนะนำให้ไปซื้อยากินเองที่บ้าน แต่หากซื้อประกันสุขภาพก็จะดูแลอีกแบบ

ขณะผู้มีรายได้น้อย ซึ่งรัฐซื้อประกันสุขภาพให้อยู่แล้ว แต่ยามไม่ปกติแบบนี้ ก็จะเหมือนกันคือ โรงพยาบาล หรือคลีนิค ไม่รับรักษาเพราะต้องรับมือกับโควิค19 เป็นหลัก แม้แต่เมื่อเป็นโควิค 19 แล้ว ก็จะให้ พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน หาซื้อยากินเอาเองซึ่งยาก็หาซื้อไม่ได้ ไม่นับรวมหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ซึ่งตอนนี้ขาดตลาดมาเป็นเดือนแล้ว ถ้าสั่งซื้อออนไลน์ก็ราคาแพงเป็นร้อยเท่าพันเท่า และกว่าจะส่งถึงบ้านก็กินเวลาเป็นเดือน

จึงกลายเป็นเรื่องที่น่าอเนถอนาจ หรือข่มขื่นใจ ที่หลายครอบครัวต้องปล่อยให้ ญาติพี่น้อง ต้องตายไปอย่างโดดเดี่ยวที่โรงพยาบาล เมื่อไม่อาจจะรักษาตัวต่อไปได้ที่บ้าน ไปถึงโรงพยาบาลก็อยู่ในขั้นสุดท้ายแล้ว

จึงไม่แปลกใจเลยที่คุณตูน ฟูตระกูล นักธุรกิจคนไทยในอเมริกา คิดจะย้ายครอบครัวกลับมาอยู่ไทยแบบถาวร เพราะทั้งผมและคุณตูนเห็นตรงกัน(จากที่ได้พูดคุย) ว่า ระบบสาธารณสุขของไทย โดยเฉพาะ 30 บาทรักษาทุกโรค ดีกว่าระบบสาธารณสุของอเมริกาอย่างมาก ยิ่งภาวะไม่ปกติของการแพร่ระบาดของ โควิค 19 ในเวลานี้

แต่หากถามว่าแล้วผมไม่คิดจะกลับไทยหรือ( แม้ไม่มีคดีการเมือง ) คำตอบก็ยังคงยืนยนว่า ไม่ เพราะหากมองให้ลึกไปกว่านั้น ต้องไม่ลืมว่าที่มาของ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มาจากรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย

ดังนั้นจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ความพยายามของรัฐบาลเผด็จการทั้งในเวลานี้หรือในอนาคตที่ ต้องการจะล้มล้าง “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” จะไม่สำเร็จได้ในวันใดวันหนึ่ง …..

อ่านต้นฉบับ