‘สุทิน’ จับพิรุธม็อบบุกคลัง เป็นลักษณะของ ‘ม็อบจัดตั้ง’ ชี้ผู้เดือดร้อนจริงๆจะไม่โวยวายแบบนี้

นายสุทิน​ วรรณบวร​ อดีตผู้สื่อข่าวและอดีตแนวร่วมกปปส. ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn ถึงกรณีมีประชาชนกลุ่มหนึ่งบุกกระทรวงการคลังเพื่อขอรับเงินเยียวยา 5,000 บาทหลังลงทะเบียนแต่ไม่ผ่านเกณฑ์โดยมีรายละเอียดเนื้อหาดังนี้

ยังไม่ได้ 5000 บุกกระทรวงคลังม๊อบจัดตั้งแน่นอน

Loading...

เห็นภาพข่าวในทีวีที่กลุ่มคนที่อ้างว่าได้รับผลกระทบจากมาตราป้องกันระบาดโควิด๑๙ แล้วรวมตัวกันบุกไปเรียกร้องที่กระทรวงการคลังเมื่อวาน

จากประสบการณ์ทำข่าวเชื่อว่า การรวมของคนครั้งนี้มีปลุกระดมและจัดตั้งมาแน่นอน การตะโกนโวกเวกก้าวร้าวไม่ฟังเหตุผล คือลักษณะของคนที่เตรียมการมาอย่างดี อาจมีบ้าง คนที่ไม่ได้รับเงิน 5000 จริงผสมโรงเข้ามาร่วมโวยวายด้วย

จากประสบการณ์ทำข่าวผู้ประภัยธรรมชาติ จากวาตะภัย ภัยสงคราม หรือโรคระบาด พบว่าผู้ประสบภัยที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ร้องเรียนแบบก้าวร้าวโวยวาย เพราะคนมีสติปัญญาส่วนใหญ่เข้าใจได้ว่า การระบาดของโรคร้าย ไม่มีตั้งใจหรือต้องการให้เกิดขึ้น

แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมันได้สร้างผลกระทบทั่วไป คือเดือดร้อนแสนสาหัสกันถ้วนหน้าทั่วโลก มนุษย์ที่มีสติปัญญาจึงไม่คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ที่รัฐบาลมาเยียวยาให้ทันท่วงทีก่อนใครๆ

ถ้าแม่ค้า คนขับวิน ชาวนา หมอนวด ช่างตัดผม ชาวประมง ชาวสวน ลูกจ้างบริษัท สื่อมวล หมอ พยาบาล ทนายความ ฯลฯ ลุกขึ้นมาโวยวายพร้อมกัน ว่าตัวเองเดือดร้อนกว่าใคร แล้วเทวดาไหนจะช่วยแก้ไขเยียวยาให้ได้

ในภาวะวิกฤติคับขันสิ่งแรกที่ต้องทำคือช่วยตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาโวยวายว่ารัฐบาลไม่ใส่ใจช่วยเหลือ

เชื่อว่ารัฐบาลและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทุกฝ่ายได้พยามอย่างสุดกำลังอย่างเต็มความสามารถเพื่ิอ ช่วยเหลืิอเยียวพาทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤติเลวร้ายนี้ไปให้ได้ แต่ทุกคนต้องยอมรับว่าในประเทศไทยมีคนหลายสิบล้านได้รับผลกระทบพร้อมๆกัน จะให้รัฐบาลเยียวแก้ไขให้ตัวเองหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อนเป็นไปไม่ได้

มาตรการต่างของรัฐบาลอาจมีข้อบกพร่อง ล้าช้าไม่ทันใจบ้างแต่ทุกฝ่ายก็พยายามแก้ไข หากคนไทยไม่เอาแต่ใจเราก็ผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ไปได้แน่นอน

สิ่งสำคัญที่อยากบอกให้ทุกคนเข้าใจ ว่าพวกเราทั้งหลายมีบุญที่ได้เกิดบนแผ่นดินที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงห่วงพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์ เยียวยาพสกนิกรของพระองค์ท่าน ตลอดถึงโรงพยาบาลและองค์กรต่างๆที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนมากเท่าที่ทำได้

โชคดีซ้ำสองคือเรามีรัฐบาลที่ไม่ทอดทิ้งประชาชนในยามทุกข์ยาก เราเคยบอกกล่าวเพื่อนฝูงและนักการเมืองว่า “นักการที่ฉลาดแกมโกงเมื่อวิกฤติเลวร้ายขนาดนี้ไม่มีใครทนอยู่ให้ถูกด่าทั้งขึ้นล่อง”.. อย่างเช่นหลังสงครามทั้งสองครั้งนักการเมืองเมื่อเจอวิกฤติเลวร้ายก็ชิงลาออกหนีปัญหาไป

หรือแม้แต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติต้มยำกุ้งและวิกฤติแฮมเบอเกอร์ นักการเมืองฉลาดแกมโกงต่างชิงลาออกหนีความรับผิดชอบ แถมไปยืนด่าคนมาแก้ปัญหาลับหลัง

ดังนั้นทุกคนต้องภูมิใจที่มีรัฐบาลยืนหยัดเดินหน้าแก้ปัญหา ถึงแม้ว่าหนทางข้างหน้าจะได้ยินเสียงก่นด่ามากกว่าติชม.